NRF ประกาศงบปี 64 ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง รายได้พุ่ง 49.1% เดินหน้าขยายธุรกิจเป็นแพลตฟอร์มอาหารโปรตีนจากพืชในระดับโลก บอร์ดเคาะจ่ายเงินปันผล 0.041 บาทต่อหุ้น เตรียมขึ้น XD 28 เม.ย. นี้

01 March 2022

บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์’ หรือ NRF ผู้ผลิตและส่งออกอาหารและเครื่องปรุงรสชั้นนำ ประกาศผลการดำเนินงานงวดปี 64 ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากการขายรวม 2,100 ล้านบาท เติบโต 49.1% และกำไรสุทธิ 221 ล้านบาท เติบโต 78% และกำไรสุทธิ จากการดำเนินงานปกติ 318 ล้านบาท เติบโต 26.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ฟากบอร์ด NRF เสนอจ่ายเงินปันผลอัตรา 0.041 บาทต่อหุ้น เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 28 เม.ย. นี้ เดินหน้าขยายธุรกิจเพื่อก้าวเป็นแพลตฟอร์มอาหารโปรตีนจากพืชในระดับโลก ผ่านการปรับโครงสร้างบริษัทฯ ลุยตลาด Plant-based พร้อมเพิ่มขีดความสามารถความเป็นผู้นำด้าน Specialty Food Manufacturer

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทานและเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 664 ล้านบาท เติบโต 51.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากการขาย 438 ล้านบาท โดยเป็นผลจากการรับรู้รายได้จากบริษัท City Food บริษัท BOOSTED NRF Corp. และ บริษัท Indeem Group จำกัด ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสามารถทำกำไรสุทธิ 123 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 140 ล้านบาท เติบโต 249.4% และ 65.5% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 85 ล้านบาท หลังรับรู้กำไรจากกการจำหน่ายเงินลงทุนบางส่วนของบริษัท โกลเด้น ไตรแองเกิล เฮลท์ จำกัด (GTH) ในไตรมาส 4/2564

ขณะที่ผลการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 2,100 ล้านบาท เติบโต 49.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่มีรายได้จากการขายรวม 1,408 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 221 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 318 ล้านบาท เติบโต 78% และ 26.2% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 124 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 252 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) อยู่ที่ 559 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นผลการดำเนินงานที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง แม้ยังต้องเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยมีการบริหารจัดการที่ดีผ่านการจัดเตรียมมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด ทำให้ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย และปัญหาด้านการขนส่งโลจิสติกส์ทั่วโลก โดยได้ติดตามและสนับสนุนลูกค้าอย่างใกล้ชิด และมีการออกมาตรการร่วมกันในการจัดการสถานการณ์ ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ระดับคงที่ หรือดีขึ้น ซึ่งคาดว่าปัญหาด้านการขนส่งจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2565

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มาจากผลิตภัณฑ์อาหารไทยและอาหารท้องถิ่น และอาหาร specialty ที่มีสัดส่วนรายได้กว่า 77% โดยมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นของลูกค้าในทุกประเภทสินค้า และในทุกภูมิภาค รวมถึงการรับรู้รายได้จากบริษัท City Food และการรับรู้รายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่ธุรกิจ E-commerce มีสัดส่วนรายได้ 18% โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการรับรู้รายได้จากบริษัท BOOSTED NRF Corp. ซึ่งได้ดำเนินการเข้าซื้อกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้า ทั้งหมด 3 แบรนด์ คือ Prime Labs, SOL Trading และ WellPath อีกทั้งยังมีการขยายตัวของธุรกิจ E-commerce ในประเทศ ผ่านการลงทุนในบริษัท Indeem Group จำกัด และผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ที่มีสัดส่วนรายได้ 1% มาจากการรับรู้รายได้การขายเครื่องจักร และอะไหล่ V-shape นอกจากนี้ ยังรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนบางส่วนของบริษัท GTH และกำไรจากการขายธุรกิจน้ำเต้าหู้ รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านมา NRF ได้เร่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำอาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based) โดยเดินหน้าปรับโครงสร้างบริษัทฯ ผ่านการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และฮ่องกง พร้อมลุยธุรกิจ Plant-based และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก รองรับแผนการลงทุนในอนาคต สอดรับกับทิศทางการเติบโตของตลาด Plant-based ที่ยังคงเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจ และขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทั่วโลก โดยในไตรมาส 4/2564 ได้นำ บจ.นิวทรา รีเจนเนอเรทีฟ โปรตีน (Nutra Regenerative Protein Co. Ltd : NRPT) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บจ. อินโนบิก (เอเซีย) หรือ (อินโนบิก) และ บจ. โนฟ ฟู้ดส์ ซึ่งได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับ แพลนท์ แอนด์ บีน ประเทศอังกฤษ ในสัดส่วนการลงทุน 51% และ 49% ตามลำดับ เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อบริษัท แพลนท์ แอนด์ บีน ประเทศไทย : Plant & Bean (Thailand) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการด้านอาหาร โดยจะนำเทคโนโลยีสายการผลิตโปรตีนจากพืชชั้นสูงจากประเทศอังกฤษมาตั้งไว้ที่ประเทศไทย ตั้งเป้ากำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี มีแผนจะเริ่มดำเนินการออกแบบ และก่อสร้างภายในปี 2565 เพื่อมุ่งขยายธุรกิจเป็นแพลตฟอร์มอาหารโปรตีนจากพืชในระดับโลก

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เพิ่มขีดความสามารถความเป็นผู้นำด้าน Specialty Food Manufacturer ผ่านการจำหน่ายเงินลงทุน 25% ในบริษัท โกลเด้น ไตรแองเกิล เฮลท์ จำกัด (GTH) ให้กับ Australis Capital Inc (AUSA) ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจบริหารจัดการผลิตภัณฑ์กัญชงในอเมริกา เพื่อเข้ามาเป็นพันธมิตรในการเสริมศักยภาพในการแข่งขันให้กับ NRF ในธุรกิจกัญชง และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันแผนกลยุทธ์ที่มุ่งมั่นจะเป็นผู้นำทางการตลาดในอุตสาหกรรมกัญชงในประเทศไทย ผ่านการมีพันธมิตรระดับโลก ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีความสามารถในการแข่งขันทั้งในภาคการส่งออกและอุปโภคบริโภคภายในประเทศ หลังจากที่อุตสาหกรรมกัญชงถูกกฎหมาย บริษัทฯ มองว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีแนวโน้มที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และความรู้ ความเชี่ยวชาญ รวมถึงนวัตกรรมของบริษัท AUSA ทั้งในการเพาะปลูกและการผลิตจะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับบริษัทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชงอีกด้วย ทั้งนี้ ในไตรมาส 4/2564 บริษัทฯ ได้มีการเปิดธุรกิจ Hemp House ภายใต้การดำเนินงานของ GTH ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์คาเฟ่เชิงสุขภาพ โดยเปิดสาขาแรกที่ห้างสรรพสินค้า The Emquartier ด้วยจุดเด่นที่เน้นผสมผสานพืชเพื่อสุขภาพมาเป็นส่วนผสมของอาหารและเครื่องดื่มที่ให้บริการในร้าน โดยใช้ผลิตผลหลักจากกัญชง

ทั้งนี้ เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทฯ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 มีมติให้นำเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2564 ในอัตราหุ้นละ 0.041 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 28 เม.ย. 2565 และเสนอจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้